ASICS SUPERBLAST 3 รองเท้าที่ครองใจนักวิ่งทั่วโลก

UNTITLED RUN — รีวิวรองเท้าวิ่ง

ASICS Superblast 3

มีนาคม 2026  |  รองเท้าวิ่งถนน  |  Super-Trainer


ต้องยอมรับว่าตอนที่ ASICS ออก Superblast ตัวแรกมาในปี 2022 หลายคนมองว่ามันคือ “รองเท้าวิ่งที่หนาเกินไป” แต่ไม่นาน กระแสปากต่อปากก็ทำให้มันกลายเป็นรองเท้าที่หาซื้อได้ยากมากในตลาด เพราะมันทำสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน คือนำโฟมระดับรองเท้าแข่งมาใส่ในรองเท้าซ้อมวันธรรมดา จนกระทั่งออกมาเป็น segment ใหม่ ที่เรียกกันว่า Super Trainer

พอมาถึง Superblast 3 ที่เพิ่งออกมาในเดือนมีนาคม 2026 ความคาดหวังสูงขึ้นไปอีก เพราะ ASICS ไม่ได้แค่ปรับเล็กปรับน้อยเหมือนตอนออกเวอร์ชัน 2 แต่เปลี่ยนแปลงแบบเต็มๆ เลย ทั้งโฟมใหม่ น้ำหนักเบาลง และการออกแบบที่คิดมาอย่างละเอียด

ข้อมูลจำเพาะ

ประเภท Neutral Super-Trainer
น้ำหนัก 239 กรัม (US M9)
ความหนา (ส้น / หน้าเท้า) 46.5 มม. / 38.5 มม.
Drop 8 มม.
โฟมหลัก FF Leap + FF Blast+
แผ่นคาร์บอน ไม่มี
ราคา 7,700 บาท
วางจำหน่าย 1 มีนาคม 2026

อะไรเปลี่ยนไปบ้าง?


หัวใจของการอัปเดตครั้งนี้อยู่ที่ โฟม FF Leap — โฟม A-TPU รุ่นท๊อปของ ASICS ที่เคยถูกสงวนไว้สำหรับรองเท้าแข่งระดับท็อปอย่าง Metaspeed Ray เท่านั้น ตอนนี้มันถูกนำมาเป็นชั้นหลักของ Superblast 3 แล้ว โดย ASICS ระบุว่าโฟมนี้เบากว่า FF Blast เดิมถึง 13% และให้พลังงานคืนกลับมากกว่า 33%

โครงสร้างโฟมสองชั้น — FF Leap ด้านบน, FF Blast+ ด้านล่าง

โครงสร้างชั้นโฟมเป็นแบบนี้ — FF Leap อยู่ชั้นบนซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของมิดโซล ทำหน้าที่ให้ความนุ่ม เด้ง และส่งพลังงาน ส่วน FF Blast+ อยู่ชั้นล่างความหนาประมาณ 10 มม. ทำหน้าที่เป็นฐานรับแรงกระแทกและช่วยให้รองเท้าไม่ยวบจนเกินไป

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือการออกแบบ Trampoline Pod ที่บริเวณหน้าเท้า — ASICS ขุดร่องรูปเพชรลงไปในพื้นรองเท้า ทำให้โฟมบริเวณนั้นยุบตัวได้แบบอิสระมากขึ้น ผลก็คือการส่งพลังตอน toe-off ที่รู้สึกได้จริงๆ เหมือนมีแทรมโปลีนเล็กๆ อยู่ใต้เท้า

และในขณะที่ความหนาเพิ่มขึ้น 1.5 มม. เป็น 46.5 มม. ที่ส้น รองเท้าคู่นี้กลับ เบาลง 10 กรัม เมื่อเทียบกับ Superblast 2 เหลือ 239 กรัมสำหรับไซส์ US M9 ซึ่งถือว่าน่าทึ่งมากสำหรับรองเท้าที่โฟมหนาขนาดนี้

ผ้าส่วนบน (Upper)


ผ้าวัสดุส่วนบนยังคงเป็น Engineered Woven Mesh เหมือนเดิม แต่ ASICS ปรับปรุงระบบเชือกใหม่ โดยเปลี่ยนจากรูร้อยเชือกแบบธรรมดาเป็นห่วงสาย (cord loops) ที่ยืดหยุ่นได้ ทำให้การรัดเชือกกระจายแรงได้สม่ำเสมอกว่า และช่วยให้ล็อกเท้าได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องออกแรงรัดจนเกินไป

ลิ้นรองเท้าบางแต่มีฟองน้ำด้านข้าง และเป็นแบบ gusseted tongue ที่ติดกับตัวรองเท้า ช่วยป้องกันไม่ให้ลิ้นเลื่อนระหว่างวิ่ง ช่องนิ้วเท้ากว้างขึ้นกว่าเวอร์ชันก่อน ซึ่งเป็นคำตอบที่ตรงจุดสำหรับคนที่รู้สึกว่า Superblast 2 แคบเกินไป

“รองเท้าขนาดตรงไซส์ และมีขนาดหน้าเท้าที่กว้าง สามารถวางเท้าได้กว้างขึ้น ไม่มีปัญหาแบบรุ่นก่อน ที่จะรู้สึกบีบหน้าเท้านิดๆ”

ระบบเชือกแบบใหม่ช่วยให้ล็อกเท้าได้ดียิ่งขึ้น

ความรู้สึกตอนวิ่ง


นี่คือส่วนที่ต่างจากเวอร์ชันก่อนหน้าชัดเจนที่สุด ถ้าใครเคยรู้สึกว่า Superblast 1 และ 2 แข็งไปหน่อย หรือที่หลายคนเรียกว่า “Superbrick” ตัว Superblast 3 นี้ถือว่าแก้ปัญหาตรงจุดมาก เท้าจมลงในโฟม FF Leap ได้ลึกกว่า และโฟมดีดกลับด้วยพลังงานที่รู้สึกได้จริงๆ

สิ่งที่น่าประทับใจคือความนุ่มของรองเท้าคู่นี้ไม่ได้แปลว่าจะไม่เสถียร — ฐานล่างกว้าง ผนวกกับชั้น FF Blast+ ที่แข็งแรงกว่า ทำให้รองเท้ายังคงควบคุมได้ดี โดยเฉพาะในช่วงวิ่งความเร็วปานกลางและวิ่งยาว

ASICS ระบุว่า Superblast 3 ให้พลังงานคืนมากกว่า Superblast 2 ถึง 15.4% — และจากการทดสอบจริงของนักรีวิวหลายแห่ง ตัวเลขนี้รู้สึกได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่สวมใส่

ความหลากหลายในการใช้งานยังคงเป็นจุดเด่น ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง recovery, long run หรือ tempo รองเท้าคู่นี้รับมือได้หมด แต่ถ้าต้องการทำความเร็วหรือซ้อม speed work ต่างๆ ASICS Megablast อาจตอบโจทย์ได้ดีกว่า เพราะโฟมแน่นกว่าและดีไซน์มาสำหรับความเร็วโดยตรง

พื้นรองเท้า (Outsole)


พื้นด้านล่างยังคงใช้ยาง AHAR+ (ASICS High Abrasion Rubber) เหมือนเดิม ซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าทนทาน การยึดเกาะถนนทำได้ดีทั้งพื้นแห้งและพื้นเปียก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยางถูกทำให้นุ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความรู้สึกโดยรวมของรองเท้า ความทนทานอาจลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเวอร์ชันก่อน

คะแนนรวม


ความนุ่มและการรองรับแรงกระแทก
9.5
ความเด้งและพลังงานที่ส่งกลับ
9.0
ความเบา
9.0
ความหลากหลายในการใช้งาน
8.5
ความเหมาะสมของราคา
7.5

ข้อดี – ข้อเสีย


ข้อดี

+ นุ่มและเด้งกว่ารุ่นก่อนอย่างชัดเจน

+ โฟม FF Leap จากรองเท้าแข่งระดับท็อปมาอยู่ในรองเท้าซ้อม

+ เบาขึ้น 10 กรัม ทั้งที่โฟมหนาขึ้น

+ ใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่วิ่งช้าถึงความเร็วปานกลาง

+ ระบบเชือกใหม่ล็อกเท้าได้ดีขึ้น

+ Toe box เท้ากว้างขึ้น

ข้อเสีย

− ราคาค่อนข้างสูง ~7,700 บาท

− เสียงดังตอนเท้ากระทบพื้นในบางพื้นผิว

− อาจรู้สึกไม่มั่นคงเมื่อวิ่งช้ามากหรือเดิน

− ถ้าชอบความแน่นแบบ Superblast 2 อาจปรับตัวนาน

− ยางพื้นอาจสึกเร็วกว่ารุ่นก่อน

เหมาะกับใคร?


✓ เหมาะสำหรับ

นักวิ่งที่วิ่ง 50–100+ กม./สัปดาห์

คนที่ต้องการรองเท้าคู่เดียวทำได้ทุกอย่าง

นักวิ่งที่ต้องการรองเท้าซ้อมที่คุณภาพดีและวิ่งได้สนุก

คนที่รู้สึกว่า Superblast 2 แข็งเกินไป

ผู้ที่ต้องการโฟมระดับแข่งในรองเท้าซ้อม

✕ อาจไม่เหมาะกับ

นักวิ่งที่ต้องการความเร็วและ feedback จากพื้น

คนที่ชอบความแน่นและแข็งแบบรองเท้าเทมโป้

ผู้เริ่มต้นที่ยังไม่แน่ใจทิศทาง (งบอาจไม่คุ้ม)

นักวิ่งที่ต้องการรองเท้าเบาสำหรับซ้อมความเร็ว

Superblast 3 พร้อมพาคุณไปทุกเส้นทาง

สรุป


ASICS Superblast 3 ทำให้เราประหลาดใจในทางที่ดี เพราะมันไม่ได้แค่อัปเดตเล็กน้อยเหมือนที่หลายคนคาดหวัง แต่เปลี่ยนแปลงคาแรคเตอร์ของรองเท้าใหม่เลย การนำโฟม FF Leap จากรองเท้าแข่ง Metaspeed Ray มาใช้เป็นชั้นหลัก ถือเป็นการตัดสินใจที่กล้ามากและเราก็ชอบมันมากเหมือนกัน

ใครที่รู้สึกว่า Superblast 2 “ขาดความนุ่ม” — นี่คือรองเท้าที่คุณรอมานาน และใครที่ชอบ Superblast 2 อยู่แล้ว ก็ยังจะชอบเวอร์ชัน 3 นี้มากกว่าเดิม เพราะมันเก็บสิ่งที่ดีไว้หมด และแก้ในสิ่งที่ขาด

ราคาที่สูงอาจเป็นจุดที่ต้องคิดหน่อย แต่ถ้าเทียบกับคุณภาพโฟมที่ได้รับ และความหลากหลายในการใช้งาน ถือว่าคุ้มค่าสำหรับนักวิ่งที่วิ่งจริงจังและอยากมีรองเท้าคู่เดียวที่สามารถรับจบได้ทุกงาน

สนใจ ASICS Superblast 3?

มีให้เลือกที่ร้าน UNTITLED RUN — รองเท้าวิ่งคัดสรรมาอย่างดี พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ซื้อ ASICS SUPERBLAST 3 ที่ร้าน UNTITLED RUN


UNTITLED RUN  —  บทความนี้เขียนโดยทีมงาน UNTITLED RUN